เปิดผลงาน “ศูนย์ CDC” ของ ป.ป.ช. กับความหวังป้องปรามการทุจริตในไทย

เปิดผลงาน “ศูนย์ CDC” ของ ป.ป.ช. กับความหวังป้องปรามการทุจริตในไทย

ท่ามกลางสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยที่เหมือนจะรุนแรงขึ้น มาดูผลงาน “ศูนย์ CDC” ของ ป.ป.ช. ว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน?

 

การทุจริตคอร์รัปชัน เป็นหนึ่งในมะเร็งร้ายที่ยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองของเราอย่างมหาศาล และดูเหมือนจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น สังเกตได้จากข่าวการจับกุมข้าราชการและผู้ที่มีส่วนพัวพันกับการคอร์รัปชันในคดีต่าง ๆ

เรื่องที่น่าสนใจคือ ปี 2567 ผ่านมาได้ครึ่งปีแล้ว สถานการณ์และแนวโน้มการปราบปรามการทุจริตเป็นอย่างไรบ้าง ปิดไปได้กี่คดี และมีโอกาสพัฒนาป้องกันปราบปรามอย่างไร

เน้นกลยุทธ์ป้องปราม เพราะ “กัน” ดีกว่า “แก้”

คุณฐิติวรดา เอกบงกชกุล ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต (ป.ป.ช.) ในรายการ เข้มข่าวเย็น ช่วง Exclusive Talk ทางช่อง PPTV HD 36 ว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา งานทุกด้านของ ป.ป.ช. คือ การปราบปราม การตรวจสอบทรัพย์สิน และการป้องกัน ประสบความสำเร็จตามเป้า โดยเฉพาะงานป้องปรามที่มีศูนย์ CDC เข้ามาช่วย

ศูนย์ CDC คือ ศูนย์ป้องปรามการทุจริตแห่งชาติ (Corruption Deterrence Center) ซึ่งทำงานในมิติใหม่ เพิ่งเริ่มมาได้ 2 ปี จัดตั้งเมื่อต้นปี พ.ศ.2565 แต่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

คุณฐิติวรดาบอกว่า “เดิมทีเวลามีเรื่องร้องเรียน ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่มักต้องไปร้องเองหรือส่งหนังสือมา แต่ CDC ไม่ใช่วิธีเดิม จะมีทีมคอยมอนิเตอร์สถานการณ์ กระแสในปัจจุบัน ในโซเชียลมีเชียล การแชร์การเล่าต่อในโลกออนไลน์ หรือมีคนเปิดประเด็นโครงการใกล้บ้านที่สุ่มเสี่ยงทุจริตในเพจต่าง ๆ ทีมงานเราจะคอยติดตาม สอดส่องจับตาเฝ้าระวังหาเบาะแส”

เธอบอกว่า นี่คือการ Social Listening ภาคประชาชน จากนั้นจะลงมือตรวจสอบเชิงรุกโดยไม่ต้องรอให้มีการแจ้ง ว่าข้อสงสัยนั้นมีมูลความจริงหรือไม่ จากนั้นจะแจ้งไปยัง ป.ป.ช. ในพื้นที่ ซึ่งมีมีสำนักงานประจำจังหวัด แล้วทีมพื้นที่จะลงไปติดตามแล้วจึงรายงานกลับมาว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“นี่เป็นมิติใหม่ เพราะเรารู้ว่า หลายคนอาจจะคิดว่า การร้องหน่วยงานรัฐอาจจะยุ่งยาก ใช้เวลา การแจ้งสื่อหรือโซเชียลมีเดียเร็วกว่า เราอยากจะทำงานป้องปรามเชิงรุกก็ต้องจับกระแสสังคมให้ได้” คุณฐิติวรดากล่าว

ผอ.สำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริตบอกอีกว่า สถิติการทำงานของศูนย์CDC 2 ปีครึ่งที่ผ่าน มีเรื่องเข้ามาจากทั้งโซเชียลมีเดีย การติดต่อหลังบ้าน หรือจากสายข่าวภาคประชาชน ณ สิ้นเดือน “มีเรื่องเข้ามา 1,984 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในพื้นที่เป็นหลัก ในลักษณะการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและระบบสาธารณูปโภค เป็นอันดับ 1”

ผลงานเด่นของ CDC ที่หลายคนอาจเป็นผ่านตาคือ “รถขยะ กทม.”

“เรื่องนี้มีการร้องเรียนเข้ามาอยากให้ดูโครงการนี้ เพราะเป็นโครงการใหญ่ของ กทม. งบเกือบ 4 พันล้านบาทในการเช่ารถ โดยเดิมรถขยะ กทม. ใช้ระบบพลังงานดีเซล แต่จะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า … ผู้ให้ข้อมูลไม่สบายใจว่า พร้อมเปลี่ยนดีเซลเป็นไฟฟ้าหรือไม่ สเปกมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตหรือไม่” คุณฐิติวรดากล่าว

เธอเล่าต่อว่า “เราก็ลงไปดู พูดกับคุยเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ดูพื้นที่จุดจอดรถ พื้นที่เตรียมทำเป็นจุดชาร์จไฟ เราบอกล่วงหน้า นัดวันเข้าไปขอคุยด้วย พอไป ก็เห็นหลายอย่างดูมีความสุ่มเสี่ยงจริงที่จะมีอะไร ก็มาศึกษาลึกขึ้น เชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาเรื่องสเปก สอบถามเจ้าหน้าที่เจ้าของโครงการ แล้วเสนอไปยัง กทม. รวมถึงแจ้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบให้ดำเนินการพิจารณารอบคอบอีกครั้ง”

ผลของเรื่องนี้ทำให้ รศ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. สั่งให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง และเลื่อนการจัดสรรงบประมาณไปเป็นปี พ.ศ.2568 แทน

“คนอาจจะห่วงว่าจะไม่คุ้มค่างบประมาณ การเก็บขยะใน กทม. เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารถทำงานไม่ได้น่าจะเป็นปัญหา งบอาจไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่า” คุณฐิติวรดากล่าว

ส่วนประเด็นเรื่องของ “โครงการดิจิทัลวอลเล็ต” คุณฐิติวรดาชี้แจงว่า ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่ต้องตรวจสอบโครงการใด ๆ ก็ตามที่มีเหตุอันควรสงสัยที่อาจนำไปสู่การทุจริต เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐที่ใช้งบประมาณสูง เมื่อมีข้อกังวลก็เสนอแนะ ถือเป็นข้อห่วงใยจากผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ต้องตรวจสอบ แต่ย้ำว่าไม่ได้ขัดหรือแย้งหรือระงับยับยั้งโครงการ

“โครงการนี้คอมเมนต์แบ่งเป็นสองฝ่าย แปลว่ามีความเห็นต่าง เราในฐานะผู้เฝ้าระวังโครงการใหญ่ที่ใช้งบมาก แล้วไม่อยากให้เกิดความเสียหาย เราก็ต้องศึกษาก่อน กันไว้ดีกว่าแก้” คุณฐิติวรดากล่าว

ผอ.สำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต กล่าวว่า โครงการที่ถูกส่งเรื่องเข้ามายังศูนย์ CDC ถ้าคิดงบประมาณทั้งหมดอยู่ที่กว่า 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถ้าในจำนวนนี้เกิดการทุจริตสักครึ่งหนึ่ง ก็ถือเป็นความเสียหายมหาศาลแล้ว

“ถ้าปล่อยไปอาจมีทุจริตจริง เราอาจไม่สามารถช่วยได้ แต่เรื่องนี้สามารถเฝ้าระวังและป้องกันได้ ก่อนเกิดความเสียหายเราสามารถรักษางบไว้ได้ก่อนจะมีความเสียหายจนนำไปสู่คดีทุจริต” คุณฐิติวรดากล่าว

เธอเผยว่า หลังจากนี้ ศูนย์ CDC จะพัฒนาเดินหน้าต่อ โดยในปี พ.ศ.2567 นี้ได้งบประมาณมาพัฒนาศูนย์แล้ว ซึ่งจะทำเป็นระบบที่มีความทันสมัยยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการความคาดหวังประชาชนในการรับแจ้งเบาะแส และรายงานผู้แจ้งว่าเรื่องไปถึงไหน คืบหน้าอย่างไรแล้ว

“เราได้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยออกแบบระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ และจะมีการตั้งวอร์รูมขึ้นมาสอดส่องสถานการณ์ 24 ชั่วโมง ถ้าอยากแจ้งเบาะแสมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่อง” เธอกล่าว

คุณฐิติวรดาเสริมว่า ในอนาคตจะมีระบบแจ้งเบาะแสการทุจริตผ่านไลน์ (LINE) แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เปิดให้ใช้จริง ขอทดลองก่อนว่าระบบมีความเสถียร ให้แจ้งปุ๊บสามารถตอบสนองได้ทันที รวมถึงป้องกันความผิดพลาดของข้อมูลเวลามีคนอยากลอง ย้ำว่านี่จะเป็นมิติการป้องปรามการทุจริตใหม่ ๆ ของ ป.ป.ช.

ขอขอบคุณแหล่งที่มา https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/229495

Share with us:

Scroll to Top